ภูมิปัญญาไทญ้อด้านสิ่งทอ เสน่ห์แห่งผ้าเส้นใยธรรมชาติ
ระบบการผลิตในสังคมอุตสาหกรรม
ก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมตามมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสารเคมีตกค้าง
น้ำเสีย ควันพิษ จาก ปัญหานี้ทำให้ผู้คนหันมาสนใจอุปโภคและบริโภค
ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ เช่น การรับประทานข้าวกล้อง
การรับประทานผัก-ผลไม้พื้นบ้าน การใช้ยาจากพืชสมุนไพร
รวมถึงความนิยมผ้าฝ้าย ผ้าไหม ที่ย้อมสีธรรมชาติ
สังคมในยุคนี้กระแสอนุรักษกำลังไปได้ดีอยู่ในขณะนี้
แถมยังเปินผลพลอยได้ให้สังคม ในชนบทอยู่ดีกินดีขึ้นตามลำดับ
ไม่น่าเชื่อว่าโครงการ 1 ตำบล1 ผลิตภัณฑ์
จะมีเรื่องที่น่ายินดีว่าสินค้าที่ผลิตมาจากวัตถุดิบจากธรรมชาติ 100
เปอร์เซ็นต์ ได้รับความนิยมและตอบรับจากผู้คนอย่างล้นหลาม
ไม่เฉพาะในเมืองไทย แต่เลยเถิดไปถึงต่างประเทศ
จะเห็นได้ชัดจากการจัดงานมหกรรม 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์
ที่ผ่านมามียอดจำหน่าย ถึง 110,782,000 บาท
ซึ่งพบว่าสินค้าที่มียอดจำหน่ายมากและเป็นที่นิยมคือผลิตภัณฑ์ผ้าและสิ่งทอ
รองลงมาผลิตภัณฑ์อาหารและศิลปะประดิษฐ์
โดยเฉพาะผ้าพื้นเมืองประเทศที่มีความต้องการสูงเช่น
ญี่ปุ่นและยุโรป จนมีปริมาณสินค้าผลิตไม่เพียงพอ
ต้องหาทางลดระยะเวลาและผ่อนแรงคนด้วยการดัดแปลงอุปกรณ์และเครื่องมือให้เหมาะสม
เพื่อการผลิตที่มีความสม่ำเสมอแน่นอน
พื้นที่เขตภาคอีสานของประเทศไทย
นับเปินแหล่งสั่งสมภูมิปัญญาด้านการถักทอ ทั้งผ้าฝ้าย ผ้าไหม
รวมถึงแหล่งทำสีครามธรรมชาติที่สำคัญ
แต่ปัจจุบันเกือบสูญสิ้นไปหมดเนื่องจากหนุ่มสาวชาวชนบทได้ย้ายฐานไปทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมต่าง
ๆ เหลือแต่ผู้เฒ่าผู้แก่ที่นับวันก็จะเลือนหายไป
รศ.ดร.
อนุรัตน์ สายทอง อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สถาบันราชภัฏสกลนคร
นักวิจัยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโน โลยีแห่งชาติ (สวทช.)
ได้เล็งเห็นปัญหาตรงนี้ จึงได้เข้าไปศึกษา
"การพัฒนาชุดความรู้ของภูมิปัญญาชาวไทญ้อด้านสิ่งทอ"
ในโครงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อชนบทและการพัฒนาที่ยั่งยืนขึ้น...
ทั้งนี้เพื่อรวบรวมข้อมูลด้านสิ่งทอของชุมชนไทญ้อ อำเภอนาหว้า
จังหวัดนครพนม ไม่ว่าจะเปินวิธีการ กระบวนการ
การผลิตและวัตถุดิบที่จะนำไปใช้ อาทิ การปั่นฝ้าย การออก แบบลวดลาย
การมัดหมี่และการพัฒนาเทคนิคการย้อมสีคราม
จัดทำเป็นชุดความรู้เผยแพร่แก่เยาวชนรุ่นหลัง
"การทำผ้ามัดหมี่
มีประมาณเมื่อ 4,000 ปี บรรพชนเผ่าไทในยุคหินใหม่ได้คิดค้น
เทคนิคการมัดย้อมแบบมัดหมี่ขึ้นเรียกว่ามัดก่าน
ซึ่งยังคงเรียกชื่อนี้สืบมาจนถึงปัจจุบันในหมู่ชาวไทลื้อ
(ก่านในภาษาท้องถิ่น แปลว่า ลายขวาง เช่น ซิ่นก่าน หมายถึง
ผ้าถุงที่มีลายขวางรอบตัว ซึ่งเป็นผ้าถุงของเด็กผู้หญิง หมาก่าน
เป็นชื่อเรียกสุนัขที่มีลายรอบตัวหรือรอบหาง" ดร.อนุรัตน์
เกริ่นให้ฟงของที่มาของผามัดหมี่ และว่าเมื่อประมาณ 2,500 ปี
ประชาชนจากแผ่นดินใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อพยพไปอาศัยอยู่ตามเกาะต่าง
ๆ ได้นำเอาวิธีมัดก่านไปเผยแพร่และเรียกว่า Mangikat
ต่อมาเสียงกร่อนเป็น lkat ซึ่งเป็นกรรมวิธีมัดหมี่ของอินโดนีเซีย
การทำผ้ามัดหมี่นับว่ามีวิธีการที่ซับซ้อน
เริ่มจากนำด้ายหรือไหมไปใส่สลักไม้เรียกว่าโฮ่งมัดหมี่
เอาเชือกหรือปอมาผูกทำเป็นลวดลายแล้วนำไปย้อม ล้างให้สะอาด
แก้ปอที่มัดออก เกิดเป็นลายตามที่ผูกไว้ ตากให้แห้ง
จึงเอาด้ายมากรอใส่หลอด ใช้เป็นเส้นพุ่งซึ่งการทำผ้ามัดหมี่มี 3 แบบ
ได้แก่ มัดหมี่เส้นพุ่ง มัดหมี่เส้นยืน และมัดทั้งเส้นพุ่งและเส้นยืน
ปัจจุบันลายเก่า ๆ
ของผ้ามัดหมี่ที่ทำได้ยากเลือนหายไปเกือบหมดแล้ว เช่น ลายนาคเกี้ยว
ลายดอกบัว ลายไก่ชน และลายนกยูง
ในประเทศไทยมีการมัดหมี่เฉพาะฝ้ายเส้นพุ่งเท่านั้น
ส่วนเส้นยืนใช้เส้นฝ้ายสีพื้น
ขณะที่ชาวญี่ปุ่นทำการมัดผืนผ้าสีพื้นตามลายที่กำหนดแล้วย้อม
เมื่อล้างให้สะอาดและแก้มัดจะเกิดลวดลายต่าง ๆ เช่น ปลา กระต่าย ดอกไม้
และผีเสื้อ ฯลฯ ชาวญี่ปุ่นเรียกผ้ามัดย้อมว่า ชิบูริ ( shiburi )
ผ้าทอที่มีคุณภาพและมีเสน่ห์สวยสะดุดตาคือการเพิ่มสีสันด้วยการย้อม
ที่ทำให้ผู้ใช้มีความพอใจ ภูมิใจที่ได้เป็นเจ้าของการใช้ผ้าย้อมคราม
มีมานานเท่ากับการทอผ้า ในสมัยโบราณสีครามได้ฉายาว่าเป็นราชาแห่งสีย้อม
"the king of dyes" มีการใช้ผ้าย้อมครามในราชสำนักต่าง ๆ
ในศตวรรษที่ 16 อินเดียได้ส่งสีครามธรรม
ชาติเป็นสินค้าออกไปยังยุโรป นอกจากนี้มีร่องรอยการทำสีครามธรรมชาติ
และพบต้นครามกระจายอยู่ทั่วไปในเขตร้อนของเอเชีย แอฟริกา และอเมริกา
ดังนั้นสีครามและผ้าย้อมครามจึงเคยเป็นที่รู้จักของคนเกือบครึ่งโลก
แต่ถูกเทคโนโลยีและสีสังเคราะห์เข้าแทนที่
ทำให้การทำสีครามและผ้าย้อมครามลดลงอย่างรวดเร็วจนความรู้ด้านนี้เกือบสูญหายไป
ขั้นตอนทอผ้าหรือการย้อมสีคราม หรือวิธีการทำผ้ามัดหมี่
ถูกถ่ายทอดจากคนรุ่นหนึ่งสู่รุ่นหนึ่ง
บางเทคนิควิธีการหล่นหายไปตามวันเวลา
โครงการวิจัยข้างต้น
ได้ศึกษาหาเทคนิค วิธีการทำผ้าจากเส้นใยธรรมชาติ
"จัดการพัฒนาชุดความรู้ของภูมิปัญญาไทญ้อด้านสิ่งทอ"
ทำหนังสือชุดรวบรวมความรู้ทั้งด้านการเตรียมเส้นฝ้าย, การมัดหมี่,
การค้นหูกและทอผ้า, การย้อมสีคราม ซึ่งถ้า หากกลุ่มแม่บ้าน
หรือบุคคลท่านใดสนใจ ติดต่อข้อมูลได้ที่
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ สวทช. โทร. 564-7000 ต่อ
1581, 1582, 1583
เผื่อว่าจะเป็นองค์ความรู้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้สินค้าไทยมีคุณภาพมาตรฐานเดียวกัน
|