RISE-AT Newsletter January - February 2002
Home

ยุทธศาสตร์ในการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยี
ยุทธศาสตร์ในการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้านการวิจัยและพัฒนา
การเลี้ยงผึ้งพันธุ์
เครื่องหวายไทยบนถนนเชียงใหม่-หางดง
การจัดการขยะพลาสติกรีไซเคิลในประเทศลาว
ศูนย์ประสานงานเครือข่ายขยะรีไซเคิลสี่แยกอินโดจีน
ม.ช. สร้างบ่อหมักย่อยเร็วน้ำข้นสำเร็จเป็นรายแรกของโลก
ยาละลายลิ่มเลือด
วิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์การบริหารการจัดการขยะของประเทศ

ภาพกิจกรรม

Search for
Newsletter Archives
Thai Version
Year 2001
March
April
May - June
July - August
September - October
November - December
Year 2002
January - February
March - April
May - June
July - August
September - October
November - December
Year 2003
January - February
March - April
May - June
July - August
September - October
Noverber - December
Year 2004
January - March
April - June
July - September
October - December

English Version
Year 2001
May - June
November - December
Year 2002
January - June
July - December
Year 2003
January - June
Year 2004
July - December

ยุทธศาสตร์ในการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้านการวิจัยและพัฒนา

ระบบการวิจัยและพัฒนาของประเทศไทยในภาพรวมมีขนาดเล็กกว่าที่ควรจะเป็นประมาณ 5 - 10 เท่า นอกจากขนาดเล็ก ยังมีคุณภาพและประสิทธิภาพต่ำ

ในปี พ.ศ. 2540 ประเทศไทยลงทุนด้านการวิจัยประมาณ 7,500 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 0.18 ของรายได้ประชาชาติ ในจำนวนนี้ร้อยละ 15 เป็นการลงทุนในภาคธุรกิจเอกชน มีนักวิจัยทั้งประเทศ 12,800 คน คิดเป็น 2 คนต่อประชากร 10,000 คน เป็นนักวิจัยในภาคธุรกิจเอกชน 800 คน ความร่วมมือในการพัฒนาเทคโนโลยีระหว่างฝ่ายต่างๆ มีน้อย เครื่องมือเครื่องใช้เพื่อการวิจัยและพัฒนายังมีน้อยและที่มีอยู่ก็ใช้อย่างไม่คุ้มค่า การวิจัยพื้นฐานไม่เชื่อมโยงกับการพัฒนาเทคโนโลยี วิศวกรรม นวัตกรรม และการเคลื่อนไหวสังคม การศึกษาขั้นพื้นฐานในด้านวิทยาศาสตร์มีคุณภาพต่ำ เยาวชนไม่สนใจวิทยาศาสตร์ ความรู้ความเข้าใจวิทยาศาสตร์ (science literacy) ของคนในสังคมไทยยังต่ำ จำนวนสิทธิบัตรที่ประเทศไทยจดให้แก่ผู้มีภูมิลำเนาภายในประเทศมีเพียง 9 ชิ้น

Thailand ประเทศไทยไม่มีการจัดการนโยบายด้านการวิจัยและพัฒนาของประเทศในภาพรวม และระบบการจัดการงานวิจัยระดับปฏิบัติมีความอ่อนแอมาก ไม่มีระบบข้อมูลข้อสนเทศ เพื่อการพัฒนานโยบายการวิจัยและพัฒนาของประเทศ และไม่มีระบบข้อมูลข้อสนเทศสำหรับใช้ในการจัดการงานวิจัยในระดับปฏิบัติ ไม่มีระบบการพัฒนานักวิจัย ไม่มีระบบการพัฒนานักบริหารงานวิจัย ไม่มีระบบการประเมินหน่วยบริหารจัดการงานวิจัย ไม่มีการประเมินสถานภาพการวิจัยในภาพรวมของประเทศ ไม่มีการประเมินความคุ้มค่าของการใช้เงินวิจัยในระดับต่างๆ สังคมไทยมีวัฒนธรรมที่ไม่เอื้อต่อการวิจัยและพัฒนา

ใน 20 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะต้องมีกลไกเชิงนโยบายของการวิจัยและพัฒนาระดับชาติที่มีความเข้มแข็ง มีระบบและวิธีการบริหารจัดการงานวิจัยระดับปฏิบัติอย่างเหมาะสม ทำให้มีผลงานวิจัยที่มีคุณภาพและตรงตามความต้องการของสังคม มีการใช้เงินวิจัยอย่างมีประสิทธิภาพ มีการลงทุนวิจัยและพัฒนาในภาพรวมของประเทศอย่างเหมาะสม คือประมาณร้อยละ 1 ของรายได้ประชาชาติ และประมาณครึ่งหนึ่งลงทุนโดยภาคธุรกิจเอกชน ภาคประชาสังคม และภาคประชาชน มีสถาบันวิจัยที่มีคุณภาพประสิทธิภาพกระจายอยู่ทั่วประเทศ และจำนวนหนึ่งเป็นหน่วยงานนอกภาครัฐ แต่ได้รับการส่งเสริมจากภาครัฐโดยการซื้อบริการ มีนักวิจัยอาชีพที่มีคุณภาพในจำนวนที่เหมาะสม เช่น 20 คน ต่อประชากร 10,000 คน มีระบบการพัฒนานักวิจัยที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพ มีนักบริหารงานวิจัยที่มีคุณภาพสูง จำนวนเพียงพอ มีผลลัพธ์ของการวิจัยและพัฒนาที่แสดงประสิทธิผล ประสิทธิภาพ และคุณภาพของระบบการวิจัยและพัฒนาของประเทศ และสาธารณชนเห็นคุณค่าของการวิจัยและพัฒนา

ยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาการวิจัยและพัฒนาของประเทศไทย ได้แก่ (1) ใช้โครงการขนาดใหญ่ รวมพลังระดับชาติ (โครงการแห่งชาติ) เป็นเครื่องมือ (2) พัฒนาโจทย์วิจัยตามความต้องการของผู้ใช้ (3) ใช้การร่วมมือเป็นกลไกสำหรับการ "ก้าวกระโดด" (4) ใช้การประเมินเป็นเครื่องมือ (5) ทุนวิจัยจากงบประมาณแผ่นดินทั้งหมดจัดสรรผ่านหน่วยงานบริหารจัดการงานวิจัย (6) เพิ่มหน่วยงานวิจัย ศูนย์วิจัย หรือกลุ่มวิจัย และจัดให้กระจายอยู่ทั่วประเทศ มีการบริหารจัดการที่คล่องตัว ประสิทธิภาพสูง และไม่ใช้การบริหารแบบราชการ

รายงานเรื่อง "ยุทธศาสตร์การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้านการวิจัยและพัฒนา" นี้ เขียนขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของรายงานสถานภาพและทิศทางอนาคตว่าด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนา ซึ่งจะต้องนำไปบูรณาการเข้ากับยุทธศาสตร์อีก 5 ด้าน ได้แก่ ด้านการพัฒนากำลังคนทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, การถ่ายทอดเทคโนโลยี, โครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, การบริหารระบบการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, และการสื่อสารและสารสนเทศ และจะต้องนำสาระจากรายงานสถานภาพและทิศทางอนาคตว่าด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนา 7 สาขา อันได้แก่ สาขาการเกษตร, อุตสาหกรรมการผลิต, อุตสาห-กรรมการบริการและการพาณิชย์, การศึกษา วัฒนธรรม สุขอนามัยและสวัสดิการ, สิ่งแวดล้อม, พลังงาน, และการสื่อสารและโทรคมนาคม มาสอดประสานเข้าด้วยกัน

เนื่องจากรายงานสถานภาพ 7 สาขา และยุทธศาสตร์ 6 ด้าน เขียนพร้อมๆ กันในเวลาเดียวกัน การเก็บสาระจากรายงานสถานภาพ 7 ด้านมาเขียนเป็นยุทธศาสตร์ด้านการวิจัยและพัฒนาจึงทำได้ไม่มาก คาดว่าจะปรับปรุงให้มีการบูรณาการข้อมูลและความเห็นจากรายงานสถานภาพได้ดีขึ้นหลังการสัมมนาร่วมกันครั้งที่ 2 ในวันที่ 29 - 30 กรกฎาคม 2543

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การนำเสนอ "ยุทธศาสตร์" มีความชัดเจน จึงได้เน้นการเขียนรายงานนี้ที่การจับประเด็นใหญ่ๆ ที่มีความสำคัญมาเสนอ ไม่เขียนในลักษณะให้ข้อมูลรายละเอียด เนื่องจากคณะผู้เขียนรายงานมีความเห็นว่า วิธีการกำหนดยุทธศาสตร์แบบเน้นรายละเอียดนี้เอง เป็นต้นเหตุที่ทำให้ระบบการวิจัยในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร ทั้งๆ ที่มีการจัดตั้งองค์กรเกี่ยวกับการวิจัยและพัฒนาขึ้นมาเป็นจำนวนไม่น้อยในช่วงเวลาดังกล่าว

ในการนำเสนอยุทธศาสตร์ จะต้องมีการตรวจสอบสถานภาพจุดอ่อนจุดแข็งให้เห็นชัดเจน รายงานนี้จึงได้เน้นการวิเคราะห์สาเหตุที่ทำให้การวิจัยและพัฒนาของประเทศอ่อนแอมาก อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน นำมาสังเคราะห์เสนอเป็นยุทธศาสตร์ โดยได้พยายามเสนออย่างตรงไปตรงมา ทั้งนี้มิได้มีเจตนาจะตำหนิผู้ใดหรือหน่วยงานใด

สถานภาพของการวิจัยและพัฒนาของโลกในปัจจุบัน

อุปกรณ์เครื่องใช้ในโรงงาน ประเทศที่พัฒนาแล้วใช้การวิจัยและพัฒนาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาประเทศมาเป็นเวลานาน ที่ทำอย่างเป็นระบบก็เกือบ 100 ปี จนเวลานี้ระบบการวิจัยและพัฒนาของประเทศพัฒนาแล้วมี "วุฒิภาวะ" (mature) และฝังรากลึกอยู่ในวัฒนธรรมทั้งในสาธารณชนทั่วไป การเมือง การบริหารจัดการการงบประมาณ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การศึกษา การผลิต และอื่นๆ รวมทั้งสามารถสร้าง "นวัตกรรม" ของระบบการวิจัยและพัฒนาของตนต่อไปได้อย่างรวดเร็ว ตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและระบบสังคม-เศรษฐกิจ ในปัจจุบัน ประเทศที่พัฒนาแล้วลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา ร้อยละ 2-3 ของรายได้ประชาชาติ (Gross Development Product ; GDP) และมีนักวิจัย 50-70 คน ต่อประชากร 10,000 คน รวมทั้งระบบการศึกษามีรูปแบบการเรียนรู้ที่ส่งเสริมจินตนาการและความคิดริเริ่มสร้างสรรค์

ประเทศอุตสาหกรรมใหม่ เริ่มใช้การวิจัยและพัฒนาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาประเทศเป็นเวลาประมาณ 30-40 ปี ทำให้สามารถพัฒนาประเทศขึ้นได้เป็นอันมาก บางประเทศ (เช่นสิงคโปร์) ถึงกับล้ำหน้าประเทศอุตสาหกรรมเก่า โดยที่ประเทศอุตสาหกรรมใหม่ที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาประเทศในระดับมหัศจรรย์นั้น มีวิธีการบริหารจัดการการวิจัยและพัฒนาอย่างชาญฉลาด ทำให้การวิจัยและพัฒนาเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ไม่ใช่เป็นภาระด้านงบประมาณของประเทศ รวมทั้งพัฒนาระบบการวิจัยและพัฒนาอย่างบูรณาการสอดคล้องกับระบบอื่นๆของประเทศ ประเทศอุตสาหกรรมใหม่ลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา ร้อยละ 1-2 ของรายได้ประชาชาติ และมีนักวิจัย 20-30 คน ต่อประชากร 10,000 คน

ประเทศกำลังพัฒนาจำนวนหนึ่ง (รวมทั้งประเทศไทย) มีระบบการวิจัยและพัฒนาที่ลอกแบบมาจากประเทศตะวันตก (ตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญของต่างประเทศหรือองค์กรระหว่างประเทศ) แต่ขาดระบบการบริหารจัดการการวิจัยและพัฒนาที่ถูกต้อง ขาดวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยในทุกๆ ฝ่ายของสังคม และระบบการศึกษามีลักษณะเป็นการสร้างคนที่มีความสามารถใน การใช้เทคโนโลยี มากกว่าการสร้างผู้มีความสามารถในการสร้างเทคโนโลยี จึงทำให้ประเทศกำลังพัฒนาเช่นประเทศไทยมีระบบการวิจัยและพัฒนาที่ยังไม่บรรลุ "วุฒิภาวะ" ประเทศเหล่านี้ลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา น้อยกว่าร้อยละ 0.5 ของรายได้ประชาชาติ และมีนักวิจัยน้อยกว่า 10 คน ต่อประชากร 10,000 คน ประเทศไทยลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา ร้อยละ 0.18 ของรายได้ประชาชาติ และมีนักวิจัย 2 คน ต่อประชากร 10,000 คน ประเทศเหล่านี้ยังไม่สามารถสร้าง "นวัตกรรม" ของระบบการวิจัย และพัฒนาของตนให้สอดคล้องกับโลกยุค "ความรู้เป็นฐาน" (knowledge-based society) ได้



วิจารณ์ พานิช และ คณะทำงาน สวทช.