RISE-AT Newsletter May - June 2003
Home

พิธีเปิดเครื่อง Tandetron อย่างเป็นทางการ
ปุ๋ยหมักจากเปลือกกล้วย
การเพาะเห็ดหอมในถุงพลาสติก
น้ำปลา
ท่องเมืองพม่า...หาฝ้ายเมือง
หน่วยวิจัยความหลากหลายของสาหร่ายและแพลงก์ตอน

Search for
Newsletter Archives
Thai Version
Year 2001
March
April
May - June
July - August
September - October
November - December
Year 2002
January - February
March - April
May - June
July - August
September - October
November - December
Year 2003
January - February
March - April
May - June
July - August
September - October
Noverber - December
Year 2004
January - March
April - June
July - September
October - December

English Version
Year 2001
May - June
November - December
Year 2002
January - June
July - December
Year 2003
January - June
Year 2004
July - December

ท่องเมืองพม่า...หาฝ้ายเมือง

ฝ้ายพม่า เมื่อประมาณปลายเดือนมกราคมผู้เขียนได้มีโอกาสร่วมเดินทางไปประเทศพม่ากับทีมผู้บริหารของบริษัทบ้านสิ่งทอพร้อมกับคุณมานะ เสถบุตร ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ โดยมี คุณไกรลาศ ศรีนนท์ ผู้ส่งออกเส้นด้ายไปขายในประเทศพม่า (รายไหญ่) ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าทัวร์ที่ เยี่ยมยอด จัดโปรแกรมเตรียมการทุกเรื่องไม่ว่าจะเป็นเอกสารการเดินทาง จัดหาที่พัก รถเรือที่จะต้องใช้เดินทาง ล่ามพม่า ทั้งอาหารการกินทั้งกินเล่นกินจริง เนื่องจากคุณไกรลาศมีลูกค้ากระจายอยู่ตามเมืองต่าง ๆ มากมายจึงเป็นโยงใยสำคัญพาพวกเราดั้นด้นไปถึงต้นตอที่เป็นแหล่งผลิตเส้นด้ายที่พวกเราอยากรู้อยากเห็นกัน

การไปพม่าครั้งนี้ของพวกเรามีเหตุจูงใจที่กลุ่มผู้ทอผ้าก็พอรู้ จริง ๆ แล้วหลายกลุ่มอยากไปกับพวกเราด้วย ก็ยังคุยไว้ว่าขอไปเห็นไปรู้ก่อนแล้วค่อยหาโอกาสจัดพาพวกเราทอผ้าไปดูบ้าง กลุ่มทอผ้าที่สนใจก็เก็บเงินเตรียมไว้ได้เลย ในช่วย 2 – 3 ปีมานี้พวกกลุ่มทอผ้าบ่นกันมากเรื่องที่มีผ้าทอมือจากพม่าเข้ามาขายตีตลาดบ้านเราทั้งที่ด่านท่าขี้เหล็ก (อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย) และที่ตลาดผ้าเมืองในจังหวัดเชียงใหม่ในราคาที่ต่ำกว่าราคาที่บ้านเรามาก เกิดความสงสัยว่าขายได้อย่างไรราคาต่ำขนาดนั้น ? ผลที่ตามมาคือผ้าบ้านเราเลยขายยากขึ้น กลุ่มทอผ้าที่ได้รับผลกระทบก็มาปรึกษาจะทำอย่างไรดี ? และอีกเรื่องที่เป็นปัญหาแทบทุกปีคือเรื่องฝ้ายเมืองขาดตลาดหรือราคาจะสูงขึ้นในช่วง 3 – 4 เดือนท้าย ๆ ของปีต่อเนื่องไปจนถึงต้นปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาเงินเวลาทองที่ต้องใช้ฝ้ายเมืองมาทำผ้าขาย ดังนั้นพวกเรา 5 คน ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องของเส้นด้ายจึงจัดทัวร์ไปเมืองพม่ากัน

การผลิตฝ้ายพม่า ก่อนอื่นคงต้องรู้ถึงสภาพทั่วไปของเมืองพม่าด้วย อาคารบ้านเรือนโดยทั่วไปมีทั้งที่เป็นบ้านไม้ บ้านไม้ไผ่สานลายสองทาสีโอ๊คดูสวยงามแปลกตา และบ้านก่ออิฐถือปูน 2 หรือ 3 ชั้น ในตัวเมืองก็จะมีตึกอยู่บ้างแต่ก็ไม่สูงใหญ่และหนาแน่นเท่าบ้านเรา ถนนหนทางในเมืองก็คล้ายในจังหวัดเชียงใหม่ แต่พอออกนอกเมืองไปจังหวัดอื่นแทบจะเหมือนถนนเข้าหมู่บ้านของเราคือราดยางกึ่ง ๆ ลูกรังแล้วก็แคบ ผู้คนใช้รถจักรยานสัญจรกันมาก ประกอบกับขับขี่กันแบบตามใจฉันไม่สนใจรถราอื่นที่สัญจรหรือกฎจราจร จึงทำให้การเดินทางบนท้องถนนใช้เวลาเดินทางค่อนข้างมาก แถมหมู่บ้านที่เราไปเยี่ยมอยู่ไกลกันมากด้วยดังนั้นรายการทัวร์ของเราจึงเริ่มต้นตั้งแต่หกโมงเช้าและจบตอนมืดแล้วทุกวัน มีสิ่งดีดีที่เห็นแล้วดีใจด้วยกับเขาคือคนของเขาทั้งผู้หญิงผู้ชายนุ่งผ้าซิ่นเป็นชีวิตประจำ จะไม่เห็นผู้หญิงพม่านุ่งกางเกงเลย ผู้ชาย ส่วนใหญ่ก็จะนุ่งโสร่ง ดังนั้นผ้าซิ่นที่กลุ่มต่าง ๆ ของเขาทอออกมาขายจึงมีตลาดที่เป็นคนท้องถิ่นซื้อใช้ แน่นอน

เริ่มต้นที่การปลูกฝ้ายกันเลย การปลูกฝ้ายในพม่าเป็นงานเกษตรกรรมหลักอย่างหนึ่งจะปลูกมากใน 3 จังหวัดคือที่มันฑะเลย์ มะกุยและสกาย ฝ้ายที่ปลูกจะเป็นฝ้ายเส้นใยสั้น เกษตรกรจะต้องขาย ปุยฝ้ายให้แก่รัฐบาลเป็นหลัก รัฐบาลจะมีโรงงานปั่นฝ้ายและทอผ้าของรัฐถึงสามในสี่ของโรงงานปั่นทอในพม่า โรงงานของรัฐจะทอผ้าสำหรับใช้ในกองทัพและหน่วยงานของรัฐจึงต้องการปุยฝ้ายจำนวนมากป้อน โรงงาน รัฐจะรับซื้อปุยฝ้ายจากเกษตรกรในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาดประมาณ 30% โดยถือเป็นการเสียภาษีให้รัฐไปในตัว ดังนั้นเกษตรกรจึงไม่อยากจะขายฝ้ายให้รัฐทั้งหมด มีการแอบเก็บตุนปุยฝ้ายไว้ขายให้โรงงานเอกชนหรือเอาไว้ปั่นเป็นเส้นด้ายขายเองตามตลาดในหมู่บ้าน สำหรับฝ้ายที่เก็บตุนไว้นี้ถือเป็นของผิดกฎหมายอย่างหนึ่ง หากตำรวจค้นพบก็จะถูกริบไปเป็นของหลวง ดั้งนั้นชาวบ้านจึงเอาฝ้ายที่เก็บตุนไปฝากไว้ที่วัด ซึ่งเป็นสถานที่ที่ตำรวจจะไม่เข้าไปยุ่งหรือตรวจค้น

สำหรับฝ้ายเมือง (เส้นด้ายฝ้ายเมือง) หรือที่เราเรียกฝ้ายพม่า มีปลูกและปั่นเป็นเส้นด้ายขายมากที่หมู่บ้านลิซิน อำเภอมิทธิรา จังหวัดมันฑะเลย์ ชาวบ้านในละแวกนั้นจะปั่นเส้นด้ายมาทอที่ตลาดเช้าในวันเสาร์ โดยมีพ่อค้าคนกลาง 5 – 6 รายรับซื้อเส้นด้ายปั่นมือและผ้าฮำจากชาวบ้านมาไว้ขายต่อ เมื่อพ่อค้าซื้อเส้นด้ายมาแล้วจะนำมาคัดแยกเกรดเป็นเอ บี ซี แล้วนำมาจัดมัดใหม่ทำเป็นวง ๆ เหมือนวงล้อ รถยนต์ที่พวกเราเรียกว่าเป็นแว่น ขนาดแว่นละ 32 กก. และ 12 กก. (ที่บ้านเราไม่มีขนาด 12 กก.) ราคาขายฝ้ายเมืองที่หมู่บ้าน เกรดเอเส้นเล็กสวยสม่ำเสมอมีขายไม่มากขายราคากิโลกรัมละ 44 บาท เกรดบีเส้นไม่เรียบเสมอกันจะใหญ่กว่าเกรดเอจะมีขายจำนวนมากตลอดเวลาที่มีฝ้ายพม่าเข้า ขายราคากิโลกรัมละ 41 บาท เกรดซีเป็นด้านเส้นใหญ่ ๆ ที่ใช้สำหรับทอผ้าหนา ๆ หรือพรมมีขายไม่มากเช่นกันราคาขายกิโลกรัมละ 30 บาท สำหรับผ้าฮำซึ่งเป็นผ้าฝ้ายที่ทอจากเส้นด้ายฝ้ายปั่นมือเนื้อไม่แน่นหน้าผ้ากว้างประมาณ 18 – 20 นิ้ว จะมีขายด้วย ความยาวพับละ 10 หลา สีขาวขายราคาพับละ 72 บาท สีตุ่นราคาพับละ 92 บาท

ทีนี้ลองมาดูปัญหาการทำฝ้ายในประเทศพม่าซึ่งโยงใยกับปัญหาฝ้ายขาด, ฝ้ายแพง, ฝ้ายยัดไส้ที่พวกเราเดือดร้อนกันทั่วหน้า
        1. เกษตรกรในพม่าจะปลูกและปั่นเส้นด้ายเฉพาะเวลาที่ว่างจากการทำนาจริง ๆ การปั่นเส้นด้ายไว้ขายก็จะเป็นหลังจากที่เกี่ยวข้าวแล้ว เส้นด้ายฝ้ายก็จะเริ่มมีขายหลังฤดูเก็บเกี่ยว
        2. การค้าขายระหว่างพ่อค้าที่มันฑะเลย์และพ่อค้าจากไทยไม่มีการเจรจาหรือทำสัญญาที่แน่นอน พ่อค้าที่มันฑะเลย์จึงไม่กล้าที่จะสต๊อกเส้นด้ายฝ้ายจำนวนมาก ๆ ไว้ขาย จะกว้านซื้อเฉพาะช่วงที่มีเส้นด้ายออกมากประมาณเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคมเพราะราคาถูก
        3. พ่อค้าจากไทยชอบที่จะจ่ายเงินช้า จ่ายไม่หมด หรือกดราคาซื้อจึงถูกพ่อค้าที่มันฑะเลย์ดัดหลังเอาเศษขี้ฝ้ายที่ใช้ไม่ได้ยัดไส้ในฝ้ายแว่นที่ส่งมาขาย
        4. สภาพของถนนทำให้การขนส่งล่าช้าและยิ่งใช้เวลามากขึ้นในช่วงฤดูฝน

การผลิตฝ้ายพม่า จากสภาพการผลิตและปัญหาตลอดจนราคาซื้อขายฝ้ายและผ้าฮำที่หมู่บ้านซึ่งเราดูว่าถูกมาก พอมาถึงบ้านเราราคาเพิ่มขึ้นอีกเกือบเท่าตัว ก็ต้องบอกว่ายังมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่จะทำให้ฝ้ายเดินทางมาถึงบ้านเราไม่ว่าจะเป็นค่าขนส่ง ภาษี และการผ่านด่านตรวจตามจุดต่าง ๆ หากเอามาปะติดปะต่อกับปัญหาที่พวกเราเดือดร้อนก็จะทำให้เราได้เห็นถึงต้นตอปัญหากันบ้างแล้ว

อีกจุดที่เรายังไม่ได้พูดถึงคือผ้าทอมือที่กลุ่มทางเชียงใหม่บ่นว่าทางพม่าส่งเข้ามาขายตีตลาดผ้าบ้านเรา ทางคณะเราได้ไปที่หมู่บ้านต่อมไป่อยู่ในทะเลสาบอินเล จังหวัดตองยี เป็นหมู่บ้านทอผ้าเมืองแบบผ้าที่ทอในเชียงใหม่และผ้าฮำ ผ้าที่ทอส่วนใหญ่จะเป็นสีพื้น ผ้าลายจะมีบ้างเป็นลายสายฝนและลายหางรอก เส้นด้ายที่ใช้ทอจะใช้เส้นด้ายโรงงานเบอร์ 20/1 เป็นเส้นยืนแทนเบอร์ 40/2 และใช้ฝ้ายเมืองหรือเส้นด้ายเบอร์ 17 เป็นเส้นพุ่งทำให้ผ้าเนื้อไม่หนาและต้นทุนถูกกว่า สีย้อมใช้สีแวตซึ่งเป็นสีที่ติดดีและติดทนกว่าสีซองที่กลุ่มบ้านเราใช้กัน กี่ทอผ้าเป็นกี่กระตุกที่ปรับเฟืองให้ม้วนผ้าเข้าอัตโนมัติทำการถ่วงดุลย์น้ำหนักซ้ายขวาด้านหน้ากี่ทอผ้าด้วยปีบใส่ก้อนหิน และใช้ไม้ไผ่ขวางตรึงหน้าผ้าไว้ให้หน้าผ้าตึงริมเรียบ เสมอกัน ดังนั้นผ้าที่ทอริมสวยเนื้อผ้าสม่ำเสมอดี หน้าผ้าจะกว้าง 42 นิ้ว ผ้าที่ขายจะขายเป็นพับ ๆ ละ 10 หลา ผ้าสีขาวราคาหลาละ 16 บาท ผ้าลายราคาหลาละ 17 – 18 บาท สำหรับผ้าลายสายฝนที่คาดว่าพม่าทอเลียนแบบจากทางเชียงใหม่ สอบถามผู้ทอได้ความว่าเป็นผ้าที่ทอใช้กันมานานเป็นร้อยปีแล้ว และในช่วงหลังพ่อค้าจากแม่สายมาซื้อไปขายเป็นจำนวนมาก

สำหรับผ้ามัดย้อมและผ้าทอแบบน้ำไหลแบบที่ทอแถบอำเภอจอมทองและฮอด ทางคณะเราไม่ได้ไปเยี่ยมกลุ่มที่ทอแต่ได้เห็นมีขายในตลาดขายส่ง ซึ่งสอบถามได้ข้อมูลว่าพ่อค้าจากแม่สายเอาตัวอย่างมาให้ร้านค้าในตลาดไปหากลุ่มทอให้ ซึ่งก็จะตัดเป็นผ้าถุงวางขายที่ตลาดขายส่งนี้ด้วยในราคาผืนละประมาณ 50 – 60 บาท

ทีนี้รู้แล้วใช่ไหมว่าปัญหาฝ้ายเมืองมีสาเหตุมาจากอะไร และผ้าทอมือของพม่าทำไมเขาขายถูกและดูเหมือนคุณภาพจะดีกว่าด้วย พวกเราที่เจอปัญหาช่วยกันคิดทีเถอะว่าเราจะแก้ไขอย่างไรกันดี ช่วยกันเสนอความคิดเห็นส่งมาแล้วผู้เขียนจะเอามาเขียนเรื่องต่อในฉบับหน้า (มีรายงานเล่าเรื่องศึกษาดูงานพม่าฉบับเต็มที่มีเรื่องการทอผ้าไหมและโรงงานปั่นเส้นด้ายในพม่าด้วย ใครสนใจอยากอ่านติดต่อขอจากโครงการได้)


โครงการฝ้ายแกมไหม