RISE-AT Newsletter January - March 2004
Home

เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษามหาราชินี
ปุ๋ยหมักจากเปลือกกล้วยกับประสิทธิภาพในการทดแทนปุ๋ยเคมีทางการเกษตร
การวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดจากลมหายใจ
การผลิตปุ๋ยหมักจากใบลำไย
A-C-E วิตามินแอนติออกซิเดนท์
การผลิตรงควัตถุสีแดงและซิตรินโดยเชื้อรา Monascus purpureus ในนาข้าว
การบรรจุหีบห่อบรรจุภัณฑ์
เครื่องมือระบบวิเคราะห์ราคาถูกเพื่อท้องถิ่น

Search for
Newsletter Archives
Thai Version
Year 2001
March
April
May - June
July - August
September - October
November - December
Year 2002
January - February
March - April
May - June
July - August
September - October
November - December
Year 2003
January - February
March - April
May - June
July - August
September - October
Noverber - December
Year 2004
January - March
April - June
July - September
October - December

English Version
Year 2001
May - June
November - December
Year 2002
January - June
July - December
Year 2003
January - June
Year 2004
July - December

การวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดจากลมหายใจ

การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ มีส่วนก่อให้เกิดอุบัติเหตุทางจราจรได้สูง ดังนั้นการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด จึงเป็นมาตรการที่ดีที่สุดในการป้องกันอุบัติเหตุจากการขับขี่ยานพาหนะขณะมึนเมา แต่การตรวจปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดโดยตรงค่อนข้างยุ่งยากและใช้เวลาในการตรวจสอบ วิธีหนึ่งที่ใช้กันแพร่หลายและเป็นที่ยอมรับคือการวัดปริมาณแอลกอฮอล์จากลมหายใจ ในประเทศไทยมีการดำเนินการเพื่อตรวจจับผู้ที่ขับรถขณะเมาสุรามาตั้งแต่ พ.ศ. 2537 แต่น้อยคนนักที่จะมีความรู้เกี่ยวกับการวัดระดับแอลกอฮอล์ในเลือดโดยวิธีเป่าลมหายใจ บทความนี้จะกล่าวถึงผลการดื่มสุราที่มีผลต่อสมรรถภาพในการขับขี่และมาตรการที่ควรปฏิบัติเมื่อมีการตรวจวัดแอลกอฮอล์จากลมหายใจ

เส้นทางเดินของแอลกอฮอล์ในร่างกาย

เมื่อเราดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ผสมอยู่ เช่น เบียร์ ไวน์ สุรา แอลกอฮอล์จะถูกดูดซึมผ่านปาก กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็ก เข้าสู่เลือด เนื่องจากโมเลกุลของแอลกอฮอล์มีขนาดเล็ก และไม่ต้องการน้ำย่อย แอลกอฮอล์จะเคลื่อนที่ตามทิศทางเดินของเลือด บางส่วนจะถูกทำลายโดยตับ จากนั้นเลือดจะผ่านไปทางหัวใจด้านขวา และเลือดถูกสูบฉีดไปที่ปอด เพื่อรับออกซิเจน แล้วเลือดจะถูกส่งไปทางหัวใจด้านซ้าย และถูกสูบฉีดไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกายตามเนื้อเยื่อต่าง ๆ ที่มีน้ำอยู่ รวมทั้งสมอง จึงมีผลทำให้การสั่งงานของสมองช้าลง ในช่วงที่แอลกอฮอล์ผ่านปอด แอลกอฮอล์บางส่วนจะออกมากับลมหายใจมากน้อยตามสัดส่วนของปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด ดังนั้น การวิเคราะห์ปริมาณแอลกอฮอล์ในลมหายใจจึงสามารถนำไปสู่การวิเคราะห์หาปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดได้

เส้นทางเดินของแอลกอฮอล์ภายในทางเดินอาหาร
รูปที่ 1 แสดงเส้นทางเดินของแอลกอฮอล์ภายในทางเดินอาหาร

ความสัมพันธ์ของระดับแอลกอฮอล์กับโอกาสการเกิดอุบัติเหตุ

ถ้าเราดื่มแอลกอฮอล์เข้าไปแม้เพียงเล็กน้อย หัวใจจะถูกกระตุ้นทำให้ความดันโลหิตเปลี่ยนไป และเมื่อความเข้มข้นของแอลกอฮอล์มากขึ้น จะไปกดการทำงานของประสาทส่วนกลาง มีผลให้การทำงานของร่างกายช้าลง ประสาทตาจะหย่อนสมรรถภาพ การรับรู้ภาพ แสงและสี ของสัญญาณต่าง ๆ จะช้าลง ขอบเขตของการมองแคบลง ทำให้เห็นภาพการจราจรไม่ดีพอ และการคาดคะเนระยะผิดไป จึงมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุจราจรได้มากขึ้น ดังแสดงในตารางที่ 1

ตารางที่ 1 แสดงความสัมพันธ์ระหว่างระดับความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ในเลือดและโอกาสการเกิดอุบัติเหตุจราจร*
แอลกอฮอล์ในเลือด (mg%)**
สมรรถภาพในการขับรถ
โอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุ
20
มีผลเพียงเล็กน้อยเฉพาะบางคน ใกล้เคียงกับคนไม่ดื่มสุรา
50
มีผลทำให้ความสามารถในการขับรถลดลงเฉลี่ย 8 % เป็นระดับที่เริ่มถือว่าการขับรถจะเป็นอันตราย โอกาสเกิดอุบัติเหตุจะเป็น 2 เท่าของคนที่ไม่ดื่มสุรา
80
สมรรถภาพลดลงโดยเฉลี่ย 12 % มีผลต่อคนขับรถทุกคนและระดับนี้ใช้เป็นกฎหมายควบคุมในหลายประเทศ โอกาสเกิดอุบัติเหตุ จะเป็น 3 เท่า
100
สมรรถภาพลดลงโดยเฉลี่ย 15 % มีผลต่อคนขับรถทุกคนและการขับรถจะแย่ลงอย่างรวดเร็วเมื่อถึงระดับนี้ โอกาสเกิดอุบัติเหตุ จะเป็น 6 เท่า
150
สมรรถภาพลดลงโดยเฉลี่ย 33 % โอกาสเกิดอุบัติเหตุ จะเป็น 40 เท่า
> 200
สมรรถภาพลดลงเป็นสัดส่วนกับระดับแอลกอฮอล์ในเลือด ไม่สามารถวัดได้ เนื่องจากควบคุมการทดลองไม่ได้ แต่โอกาสเกิดอุบัติเหตุสูงมาก
*แหล่งข้อมูล: “ผลของสุราต่อการขับรถ-อุบัติเหตุการจราจร” วิศวกรรมสาร/มกราคม 2524
**หมายเหตุ: หน่วย mg% คือหน่วยของปริมาณแอลกอฮอล์เป็นจำนวนมิลลิกรัมต่อเลือดปริมาณ 100 มิลลิลิตร

ปริมาณแอลกอฮอล์เท่าไรจึงจะถือว่าเมา?

มาตรฐานปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดของผู้ขับขี่ยานพาหนะที่เมาขณะขับรถของแต่ละประเทศแตกต่างไปตามกฎหมายที่ได้กำหนดไว้ เช่น ประเทศสหราชอาณาจักร ได้กำหนดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด สำหรับผู้ขับขี่ยานพาหนะไว้ไม่เกิน 80 mg% ประเทศสวีเดนกำหนดไว้ไม่เกิน 0.2 mg/g (20mg%) หรือในประเทศอเมริกาที่กำหนดไว้ไม่เกิน 50 mg% และในประเทศไทยก็มีการกำหนดมาตรฐานปริมาณแอลกอฮอล์ในมาตรฐานเดียวกับประเทศอเมริกา คือไม่เกิน 50 mg% เป็นต้น

สำหรับคำว่า “เมาสุรา” ตามกฎหมายในการห้ามผู้ขับขี่ยานพาหนะในประเทศไทย คือการมีปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายมากกว่า 50 mg% เนื่องจากการมีปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายที่เกิน 50 mg% จะมีผลต่อการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ทำให้การทำงานช้าลง และถ้าขับขี่ยานพาหนะ จะทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุมากกว่าคนที่ไม่มีแอลกอฮอล์ในร่างกายถึง 2 เท่า

ประวัติการพัฒนาเครื่องวัดปริมาณแอลกอฮอล์โดยเป่าจากลมหายใจ

การศึกษาวิธีที่จะวัดระดับแอลกอฮอล์ในร่างกายมีมากว่า 150 ปีแล้ว ผู้ที่ศึกษาเป็นคนแรกคือ Francis Edmund Anstie (ค.ศ. 1833 - ค.ศ. 1874) ชาวอังกฤษ พบว่า แอลกอฮอล์ที่ดื่มเข้าไป จะสามารถพบบางส่วนได้ในลมหายใจ และปัสสาวะ นักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ชื่อ Nielous (ค.ศ. 1848 - ค.ศ. 1910) ศึกษาพบว่า แอลกอฮอล์ที่ดื่มเข้าไป จะพบในลมหายใจ ปัสสาวะ น้ำลาย และเหงื่อ หลังจากนั้นได้มีนักวิทยาศาสตร์ทำการศึกษาวิจัยอีกหลายท่าน

ในระยะแรกการวิเคราะห์หาปริมาณแอลกอฮอล์ใช้วิธีเก็บตัวอย่างจากเลือด หรือ ปัสสาวะจากผู้ต้องสงสัย แต่มีปัญหาคือ ต้องวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการและต้องใช้ผู้ที่มีความชำนาญ ทราบผลช้า และที่สำคัญคือ ไม่สามารถสื่อไปถึงปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดได้อย่างแท้จริง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำในร่างกาย ฉะนั้น ได้มีการนำวิธีการวิเคราะห์ปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดจากลมหายใจมาใช้ ในช่วงปี 1930-1953 ได้มีการคิดค้นเครื่องวัดแอลกอฮอล์ในเลือดโดยวิธีเป่าลมหายใจขึ้น และได้มีการพัฒนาเครื่องมือวัดเป็นรุ่น ๆ จนถึงปัจจุบัน การพัฒนาเครื่องวัดนี้ เพื่อออกแบบให้เครื่องสามารถวัดได้เฉพาะแอลกอฮอล์ชนิดที่เป็น Ethyl อย่างเดียว (เครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ที่มนุษย์เราดื่มจะผสมแอลกอฮอล์ชนิด Ethyl) โดยไม่ถูกสอดแทรกโดยสารอื่น เช่น acetone, chloroform, ether, ethyl acetate, methanol เป็นต้น เพื่อที่จะให้การวิเคราะห์ปริมาณลมหายใจใกล้กับปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดมากที่สุด

เครื่องวัดระดับแอลกอฮอล์ในเลือดโดยวิธีเป่าลมหายใจ แบ่งตามลักษณะของเครื่องได้เป็นสองประเภท คือแบบพกพา (Mobile) และแบบประจำที่ (Stationary) ถ้าแบ่งตามวัตถุประสงค์การใช้งาน แบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ เครื่องวัดระดับแอลกอฮอล์ในเลือดโดยวิธีเป่าลมหายใจแบบตรวจคัดกรอง (screening) และเครื่องวัดระดับแอลกอฮอล์ในเลือดโดยวิธีเป่าลมหายใจแบบตรวจยืนยันผล (Evidential)

โดยที่เครื่องวัดระดับแอลกอฮอล์ในเลือดโดยวิธีเป่าลมหายใจแบบตรวจคัดกรอง เป็นเครื่องที่ใช้ในการทดสอบปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด โดยวิธีเป่าลมหายใจเข้าเครื่องวัด ผลที่แสดงจะเป็นตัวหนังสือว่าเกิน หรือไม่เกินค่ามาตรฐานที่ตั้งไว้ เช่น แสดงเป็น pass หรือ Fail หรืออาจแสดงเป็นตัวเลขก็ได้

เครื่องวัดระดับแอลกอฮอล์แบบตรวจยืนยันผล เป็นเครื่องที่ใช้ในการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด โดยวิธีเป่าลมหายใจเข้าเครื่องวัด ผลที่ได้จะแสดงเป็นตัวเลขว่ามีปริมาณในหน่วย mg/100ml เช่น 50 mg/100ml (แสดงว่า ในเลือด 100 มิลลิลิตรมีปริมาณแอลกอฮอล์อยู่ 50 มิลลิกรัม) เป็นต้น

การทำงานของเครื่องวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดโดยวิธีเป่าลมหายใจ

สำหรับการทำงานของเครื่องวัดระดับแอลกอลฮอล์ในเลือดโดยวิธีเป่าลมหายใจนั้น ในการตรวจจะให้ผู้ตรวจเป่าลมหายใจเข้าเครื่องซึ่งมีตัวตรวจจับแอลกอฮอล์ (Alcohol Detector) ตัวตรวจจับเมื่อได้รับแอลกอฮอล์จากลมหายใจ จะมีการแปรสภาพซึ่งอาจมองเห็นได้ เช่นการเปลี่ยนแปลงสีของสารเคมี หรือวัดได้จากพลังงาน เช่น กระแสไฟฟ้า ความต่างศักย์ การเปลี่ยนแปลงสภาพนี้ จะถูกแปลค่าให้รายงานออกมาที่หน้าปัดของเครื่อง ในของ ปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด (Blood Alcohol Concentration: BAC) ทั้งนี้ โดยอาศัยการคำนวณค่าจาก ค่าความสัมพันธ์ของสัมประสิทธิ์ในการแปลงค่าปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเป็นปริมาณแอลกอฮอล์ในลมหายใจ

การที่เครื่องวัดฯ จะวิเคราะห์ปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดจากลมหายใจได้ถูกต้อง ต้องใช้ลมหายใจจากส่วนลึกของปอดที่สัมผัสกับเส้นเลือดฝอยในปอด เพื่อจะให้ได้ค่าปริมาณแอลกอฮอล์ที่ถูกต้อง ผู้ผลิตได้ออกแบบให้เครื่องวัดฯ เมื่อถูกเป่าลมหายใจเข้าเครื่องต่อเนื่องไปได้ระยะหนึ่ง ความแรงในการเป่าจะลดลง สูบไฟฟ้าในเครื่องฯ จะเก็บตัวอย่างลมหายใจประมาณ 1 ซีซี แบบอัตโนมัติ ในกรณีที่เครื่องไม่ได้ออกแบบให้เก็บตัวอย่างลมหายใจแบบอัตโนมัติ การตรวจวัดต้องให้ผู้ถูกตรวจเป่าลมหายใจเข้าเครื่องอย่างต่อเนื่อง และผู้ที่ทำการตรวจวัด จะนับ 1 ถึง 5 ในใจอย่างช้า ๆ เมื่อนับครบแล้ว จึงกดปุ่มรับตัวอย่าง เพื่อให้สูบไฟฟ้าเก็บตัวอย่าง รูปที่ 2 แสดงถึงความสัมพันธ์ของระดับ แอลกอฮอล์ในลมหายใจกับปริมาตรของลมหายใจที่เป่าออกมา จะเห็นว่าเมื่อเป่าลมหายใจเข้าเครื่องวัด ความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ในลมหายใจจะเริ่มต้นที่จุด ๆ หนึ่ง แล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้น และความเข้มข้นจะค่อย ๆ คงที่ในที่สุด

ความสัมพันธ์ของความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ในลมหายใจกับของลมหายใจที่เป่าออกมา
รูปที่ 2 แสดงถึงความสัมพันธ์ของความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ในลมหายใจกับของลมหายใจที่เป่าออกมา

ทำอย่างไรจึงจะลดโอกาสที่จะถูกตรวจสอบว่ามีปริมาณแอลกอฮอล์ในลมหายใจสูง

จากที่ได้กล่าวไปในตอนต้นถึงการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ซึ่งอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุทางการจราจรได้ง่าย นอกจากจะทำความเสียหายให้แก่ผู้ควบคุมยานพาหนะ แล้วยังทำให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลที่อยู่รอบข้างหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นญาติพี่น้องของผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เอง คู่กรณี ไม่เว้นแม้แต่ญาติพี่น้องของผู้ที่เป็นคู่กรณี ดังนั้น การป้องกันอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นได้นี้ ทางที่ดีที่สุดคือ ถ้าต้องขับขี่หรือควบคุมยานพาหนะ ก็ควรงดเว้นการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เข้าไป ทั้งนี้จากประสบการณ์ของผู้เขียน พบว่า การดื่มเบียร์เพียงหนึ่งแก้ว (250 มิลลิลิตร) สำหรับบางคนก็อาจทำให้ความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ในเลือดสูงถึง 50mg% ได้ และมักจะมีแนวโน้มว่าอยากดื่มแก้วที่สองและสามมากขึ้นตามลำดับ ดังนั้นการที่ไม่ดื่มเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ตั้งแต่แก้วแรก จะเป็นการปฏิบัติตัวที่ดีที่สุด อย่างไรก็ดีสำหรับผู้ขับขี่ยานพาหนะและกลัวว่าจะถูกตรวจว่ามีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ควรจะทำดังนี้

        1. งดการดื่มเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์อย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 15 นาที ก่อนการขับขี่หรือควบคุมยานพาหนะ และไม่ควร รับประทานยา หรือใช้สเปรย์ระงับกลิ่นปากก่อนการขับรถเพราะอาจมีผลต่อการตรวจวัดได้

        2. อย่างน้อยใน 5 นาทีที่ก่อนการถูกตรวจวัด ไม่ควรสูบบุหรี่ เนื่องจากกลิ่นบุหรี่จะสะสมในเครื่องวัด ทำให้เครื่องเสียได้ และกลิ่นบุหรี่ยังอาจเป็นที่น่ารังเกียจของผู้ที่จะใช้ต่อไป

        3. หากถูกเรียกเพื่อตรวจวัดลมหายใจ ก่อนท่านจะเป่าลมหายใจเข้าเครื่องวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดจากลมหายใจจะต้องแน่ใจว่า หลอดเป่าที่ใช้ต้องเป็นของใหม่ที่ได้ทำให้ปลอดเชื้อ (Sterilization) แล้ว


ในกรณีที่ถูกตรวจแล้วพบว่า มีปริมาณแอลกอฮอล์ในลมหายใจเกิน 50 mg% หรือเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไม่มากนัก และผู้ที่ถูกตรวจไม่แน่ใจในผลการตรวจวัดฯ หรือคิดว่าตัวเองไม่เมาเหล้าถึงขนาดนั้น ผู้ที่ถูกตรวจมีสิทธิ์ตามกฎหมาย ที่จะร้องขอการตรวจพิสูจน์ได้โดยวิธีการตรวจจากปัสสาวะ และตรวจวัดจากเลือด โดยแจ้งกับเจ้าหน้าที่ที่ทำการตรวจวัด ซึ่งการตรวจวัดนี้จะกระทำภายใต้การกำกับดูแลของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมตามกฎหมาย

เนื้อหาที่เขียนทั้งหมดนี้หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้สนใจ ประชาชนทั่วไป เพื่อที่จะนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อไป

เอกสารอ้างอิง
1. สุรศักดิ์ ปริสัญญกุล, ความรู้เกี่ยวกับการวัดระดับแอลกอฮอล์ในเลือด โดยวิธีเป่าลมหายใจ, มีนาคม 2541.
2. จักรกริศน์ กนกกัณฑพงษ์ และ สุจิตรา ลีลาวัลย์ ผลของสุราต่อการขับรถ อุบัติเหตุการจราจร วิศวกรรมสาร ปีที่ 34 ฉบับที่ 1, 2524 : 69-74
3. Jones, A.W. Measuring Alcohol in blood and Breath for Forensic Purposes- A historical Review. Forensic Science Review, vol. 8 No. 1, June 1996.


สุวิทย์ วงศ์ศิลา และนิกร มังกรทอง
หน่วยวิจัยฟิสิกส์ประยุกต์
สถาบันวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่